วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

การพัฒนาแผนกลยุทธ์ คุณภาพการศึกษา

 เอกสารอ้างอิง

สมชัย  วงษ์นายะ และทวนทอง  เชาวกีรติพงศ์(2559).การพัฒนาแผนกลยุทธ์และคุณภาพการศึกษาสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร.วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์.ปีที่22 ฉบับที่1 มกราคม-เมษายน 2559, หน้า 41-56.


วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

การพัฒนาตัวบ่งชี้ผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา

เอกสารอ้างอิง

ฐิตินันท์  นันทะศรี และคณะ(2562) การพัฒนาผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.วารสารวิชาการและวิจัยสังคมศาสตร์.ปีที่14 ฉบับที่3 กันยายน-ธันวาคม 2562 หน้า93-106.

บทคัดย่อ การวิจัยคร้ังน้ีมีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาตัวบ่งช้ีภาวะผู้น าเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ตรวจสอบความสอดคลอ้งของโมเดลโครงสร้างตวับ่งช้ีภาวะผนู้ า เชิงนวตักรรมของผบู้ริหารสถานศึกษาที่พฒั นาข้ึนกบั ข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) สร้างคู่มือการใชต้วับ่งช้ีภาวะผนู้ า เชิงนวตักรรมของผบู้ริหารสถานศึกษา ในการวจิยัแบบผสาน วิธี(Mixed Methods) โดยด าเนินการเป็ น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การสร้างและพัฒนาตัวบ่งช้ีภาวะผูน้ าเชิง นวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ระยะที่2การตรวจสอบสมมติฐานการวิจยักบัขอ้ มลู เชิงประจกั ษ์เก็บขอ้ มูลจากกลุ่ม ตวัอยา่ ง ซ่ึงเป็นผบู้ริหารสถานศึกษา จา นวน 721 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติและโปรแกรมลิสเรล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บขอ้ มูลเป็น แบบสอบถาม เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ มีค่าดชั นี ความสอดคล้อง ระหว่าง 0.55 – 1.00 ค่าความเชื่อมนั่ ท้ังฉบับ โดยวิธีสัมประสิทธ์ิแอลฟาของ Cronbach เท่ากับ 0.82 ระยะที่3การสร้างคู่มือการใช้ตวับ่งช้ีภาวะผนู้ า เชิงนวตักรรมของผูบ้ ริหารสถานศึกษา โดยให้ผเู้ชี่ยวชาญ จา นวน 5คน ประเมินคุณภาพโดยใชแ้บบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแบบของลิเคอร์ท (Likert scale) ผลการวจิยั พบวา่ 1. ภาวะผู้น าเชิงนวัตกรรมของผู้บริ หารสถานศึกษามี 5 องค์ประกอบหลัก 20 องค์ประกอบย่อย 96 ตวับ่งช้ีจา แนกเป็น การมีวิสัยทศัน์เชิงนวตักรรม จา นวน 19 ตวับ่งช้ีการทา งานเป็นทีมและการมีส่วนร่วมเชิงนวตักรรม จ านวน 26 ตวับ่งช้ีการมีทักษะการคิดสร้างสรรค์นวตักรรม จา นวน 13 ตวับ่งช้ีการแสดงบทบาทหน้าที่เชิงนวตักรรม จ านวน 18 ตวับ่งช้ีและการมีบุคลิกภาพเชิงนวตักรรม จา นวน 20 ตวับ่งช้ี 2. โมเดลโครงสร้างภาวะผู้น าเชิงนวัตกรรมของผูบ้ ริหารสถานศึกษา มีความสอดคลอ้งกบัขอ้ มูลเชิงประจกั ษ์ โดยมีค่าไค-สแควร์(Chi-Square :  2 ) เท่ากบั 37.41 ไม่มีนัยส าคญั ทางสถิติdf เท่ากบั 54 ค่าดชั นีวดัระดบัความกลมกลืน (GFI) เท่ากับ 0.99 ค่าดัชนีวดัระดบั ความกลมกลืนที่ปรับแก้แลว้ (AGFI) เท่ากับ 0.98และค่าความคลาดเคลื่อนในการ ประมาณค่าพารามิเตอร์(RMSEA) เท่ากบั 0.00 3. คู่มือการใช้ตัวบ่งช้ีภาวะผูน้ าเชิงนวตักรรมของผูบ้ ริหารสถานศึกษา มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก สามารถน าไปใช้สร้างเกณฑ์ประเมินภาวะผู้น าเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาได้ ค าส าคัญ: ตวับ่งช้ี, การพฒั นาตวับ่งช้ี, ภาวะผู้น าเชิงนวัตกรรม, ผู้บริหารสถานศึกษา 

วิจัย พัฒนานวัตกรรม

 วิจัย พัฒนานวัตกรรม

การนำเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่

 

ชื่อวิทยานิพนธ์การนำเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่
PROPOSED GUIDELINES FOR ENHANCING EDUCATIONAL QUALITY AND RESOURCE UTILIZATION OFSMALL PRIMARY SCHOOLS UNDER THE JURISDICTION OF THE OFFICE OF CHIANG MAI EDUCATIONAL SERVICE AREAS
ชื่อนิสิตหทัยรัตน์ เสียงดัง
Hathairat Seangdung
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาผศ.ดร. พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์
Asst.Prof. Pruet Siribanpitak, Ph.D.
ชื่อสถาบันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
Chulalongkorn University. Bangkok. (Thailand). Graduate School.
ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชาวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. ครุศาสตร์ (พัฒนศึกษา)
Master. Education (Development Education)
ปีที่จบการศึกษา2546
บทคัดย่อ(ไทย)การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาคุณภาพการศึกษาและการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ (2) ศึกษาการดำเนินการและอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษาและการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาโรงเรียยประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ (3) เสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ โดยศึกษาจากโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 474 โรง ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ 5 เขต และใช้เทคนิควิธีวิจัยแบบเดลฟายเพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญจำนวน 20 ท่าน สถิติสำคัญที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ความถี่ ร้อยละความแปรปรวน สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพการศึกษาที่วัดจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้น ป.3 และ ป.6 ในโรงเรียนขนาดเล็ก สูงกว่านักเรียนโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนรายวิชาคณิตศาสตร์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางไม่แตกต่างกัน แต่สูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ทั้งระดับชั้น ป.3 และ ป.6 สำหรับทรัพยากรที่ใช้ในการจัดการศึกษา ค่าใช้จ่ายรายหัวของโรงเรียนขนาดเล็กสูงกว่าโรงเรียนขนาดกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งสองวิชาของนักเรียนชั้น ป.3 และ ป.6 ไม่มีความสัมพันธ์กับขนาดโรงเรียน อัตราส่วนนักเรียนต่อครู อัตราส่วนนักเรียนต่อห้อง อัตราส่วนครูต่อห้องอัตราส่วนนักเรียนต่อหนังสือและค่าใช้จ่ายรายหัว 2) การดำเนินการแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษาและการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กมี 2 รูปแบบ คือ การจัดศูนย์โรงเรียน และการจัดการตามกฎหมาย มีอุปสรรคสำคัญ 5 ประการ คือ (1) บุคลากรไม่ต้องการให้ยุบโรงเรียน(2) ชุมชนไม่ร่วมมือ (3) งบประมาณค่าใช้จ่ายพาหนะไม่เหมาะสม (4) งานธุรการไม่ลดลง(5) รวมโรงเรียนแล้วยังเป็นโรงเรียนขนาดเล็กเหมือนเดิม 3) แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กที่ไม่สามารถยุบรวมหรือเลิกล้มได้ คือ (1) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบรวมชั้นเรียน(2) จัดตารางสอนยืดหยุ่น (3) ชุมชนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน (4) บริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ส่วนแนวทางพัฒนาการใช้ทรัพยากรทางการศึกษา คือ (1) การใช้นวัตกรรมการศึกษา (2) การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม (3) การใช้ทรัพยากรทางการศึกษาร่วมกันและ (4) การสนับสนุนช่วยเหลือของหน่วยงานอื่น ในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ
บทคัดย่อ(English)The purposes of this research were 1) to study of the existing situation,educational quality and educational resources utilization of small primary schools under the jurisdiction of the office of Chiangmai educational service areas, 2) to studythe implementation and obstacles of solving the educational quality and educational resources utilization problems of small primary schools under the jurisdiction of the office of Chiangmai educational service areas, 3) to proposed guidelines for enhancingeducational quality and educational resources utilization of small primary schools under the jurisdiction of the office of Chiangmai educational service areas. The samples consists of the 474 small primary schools and uses the Delphi technique to study 20 experts' opinion. The data were analyzed by using mean, frequency, percentage, variance, and correlation. The findings were as follows, 1) The educational quality in terms of learning achievement in Thai language ofstudents in Pratom suksa 3 and 6 in small primary schools were higher than those in medium and large schools sigfinicantly at the .05 level of significance. Learning achievement in mathmetics of students in Pratom suksa 3 and 6 of small and medium school were not different but higher than those in large schools. Concerning the educational resources utilization, costs per head of small schools was higher than those in medium schools sigfinicantly at the .05 level of significance. The learning achievement in Thai language and mathmetics of Pratom suksa 3 and 6 were not related with school size, student per teacher ratio, student per classroom ratio, book per student ratio and costs per student. 2) The implementation of the educational quality problem solving and resourcesutilization in small primary schools under the jurisdiction of the office of Chiangmaieducational service areas have two models. The first one was the centered school. The second was law enforcement. There were five obstacles; - (1) disagreement of teachers, (2) non-cooperation of people, (3) inappropriate of budget for transportation, (4) remaining of office work, (5) remaining of school size. 3) The guidelines for enhancing the educational quality of small primaryschools are; 1) to organize multi grade classroom, 2) to implement flexible classschedules, 3) to utilize community participation, and 4) to introduce the school - based management. The guidelines for educational resources development utilizing are 1) using education innovation, utilizing an appropriate technology, 3) shared educational resources, and 4) the support of other institutions at local and national levels.
ภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์
จำนวนหน้าของวิทยานิพนธ์189 P.
ISBN974-17-5430-2
สถานที่จัดเก็บวิทยานิพนธ์
คำสำคัญSMALL SCHOOLPRIMARY SCHOOLEDUCATIONAL QUALITYRESOURCE UTILIZATION
วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง

วิจัย สภาพและปัญหาการใช้เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนการสอนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3

 สภาพและปัญหาการใช้เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนการสอนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3

STATE AND PROBLEMS ON EDUCATIONAL TECHNOLOGY USE FOR INTRUCTION IN SCHOOLS UNDER THE OFFICE OF KALASIN EDUCATIONAL SERVICE AREA 3

Address: 76 ม.9 ต.บัวขาว อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์
Organization : โรงเรียนไทยเทคโนโลยีสารสนเทศเอเชีย
Classification :.DDC: 371.3 ธ34ส
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายในการทำวิจัยเพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการใช้เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนการสอนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 348 คน การได้มาของกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า ด้านสภาพมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.48-0.82 และค่าความเชื่อมั่น 0.97 ส่วนด้านปัญหามีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.58-0.85 และค่าความเชื่อมั่น 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two Way ANOVA)
สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ
Address: สกลนคร
Role: กรรมการที่ปรึกษา
Role: กรรมการที่ปรึกษา
Created: 2550-08-03
Modified: 2550-09-05
วิทยานิพนธ์/Thesis
application/pdf
ISBN: 9744455721
CallNumber: วจ371.3 ธ34ส
tha

วิจัย การพัฒนาแนวทางการบริหารงานเทคโนโลยีการศึกษาของสถานศึกษาขนาดเล็ก : กรณีศึกษาโรงเรียนวัดทำใหม่ โรงเรียนวัดศรีภวังค์และโรงเรียนวัดลาดระโหง

 การพัฒนาแนวทางการบริหารงานเทคโนโลยีการศึกษาของสถานศึกษาขนาดเล็ก : กรณีศึกษาโรงเรียนวัดทำใหม่ โรงเรียนวัดศรีภวังค์และโรงเรียนวัดลาดระโหง

THE GUIDELINE DEVELOPMENT OF THE EDUCATIONAL TECHNOLOGYMANAGEMENT IN SMALL SCHOOLS : A CASE STUDY OFWAT THAM MAI SCHOOL WAT SRIPAWANG SCHOOLAND WAT LADRAHONG SCHOOL

Address: ครุศาสตรมหาบัณฑิต,การบริหารการศึกษา
Organization : มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
Abstract: บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ เป็นกรณีศึกษาวิจัย โรงเรียนวัดทำใหม่ โรงเรียนวัดศรีภวังค์ และโรงเรียนวัดลาดระโหง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการบริหารงานเทคโนโลยีการศึกษาของสถานศึกษาขนาดเล็ก เพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารงานเทคโนโลยีการศึกษาของสถานศึกษาขนาดเล็ก และเพื่อศึกษาผลการใช้แนวทางการบริหารงานเทคโนโลยีการศึกษาของสถานศึกษาขนาดเล็ก การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บรวมรวมข้อมูล 6 วิธี คือ 1) การศึกษาเอกสาร 2) การลงพื้นที่สังเกต 3) การสัมภาษณ์ 4) การสนทนากลุ่ม 5) การประชุมวิพากษ์ 6) การใช้แบบสอบถาม และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษาขนาดเล็กไม่เอื้อต่อการจัดการศึกษา เนื่องจากขาดงบประมาณ บุคลากรและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงต้องการพัฒนาแนวทางบริหารงานเทคโนโลยีการศึกษาในสถานศึกษามาใช้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการศึกษา โดยมีแนวทาง 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูลด้านเทคโนโลยีการศึกษาของสถานศึกษา 2) ขั้นการวางแผนและการกำหนดแนวทางการบริหารงาน 3) ขั้นการส่งเสริม สนับสนุน ครูและบุคลากรนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารและพัฒนา 4) ขั้นการประเมินผลและการปรับปรุง ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สามารถนำแนวทางการบริหารงานเทคโนโลยีการศึกษาไปใช้ได้อย่างครบถ้วน และมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
สำนักวิทยาบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ
Address: มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา
Role: มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา
Created: 2551
Modified: 2552-06-09
Issued: 2552-06-09
วิทยานิพนธ์/Thesis
application/pdf
มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา
tha

วิจัย การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี

 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี

THE UTILIZATION OF INFORMATION TECHNOLOGY IN THE INTERNET SYSTEM FOR LEARNING AND TEACHING BY TEACHERS IN LEVEL 1–2

Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบอินเทอร์เน็ต ระดับปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรีเปรียบเทียบระดับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบอินเทอร์เน็ต ระดับปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบอินเทอร์เน็ต จาแนกตามขนาดสถานศึกษาและศึกษาแนวทาง การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สานักงาน เขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี ปีการศึกษา 2549 จานวน 350 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบ2 ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามแบบมาตราประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวและทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของเชฟเฟ่ ผลการวิจัย พบว่า 1. ครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 มีระดับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบอินเทอร์เน็ต โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง ระดับปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบอินเทอร์เน็ต โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้านใช้เวลาในการโอนหรือคัดลอกข้อมูลนานอยู่ในระดับมาก 2. ครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 ที่มีขนาดสถานศึกษาต่างกัน มีระดับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน โดยภาพรวมและรายด้านไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 ที่มีขนาดสถานศึกษาต่างกัน มีระดับปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน โดยภาพรวมและรายด้านไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. ครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 มีความต้องการให้มีแนวทางการส่งเสริม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน ดังนี้ ให้สานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรีและสถานศึกษา ติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในสถานศึกษาทุกแห่ง และจัดอบรมการใช้อินเทอร์เน็ตให้แก่ครู
Kanchanaburi Rajabhat University.
Address: KANCHANABURI
Email: tdc@kru.ac.th
Issued: 2550
Modified: 2562-07-25
Issued: 2554-09-24
วิทยานิพนธ์/Thesis
application/octet-stream
tha